ขอบเขตบริการ
แนะนำทีม
จองปรึกษากฎหมาย

2026-07-08

คิมฮยอนซู ทนายความสำนักงานกฎหมายแดรยุน
ตั้งแต่วันที่ 7 ที่ผ่านมา กฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการใช้เครือข่ายสารสนเทศและการคุ้มครองข้อมูลฉบับแก้ไข (กฎหมายเลขที่ 21305) เริ่มบังคับใช้ ทำให้ระบบรับมือข้อมูลเท็จ/บิดเบือนออนไลน์เริ่มทำงานอย่างเต็มรูปแบบ การแก้ไขครั้งนี้มีแก่นสำคัญคือการป้องกันการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ/บิดเบือนซ้ำ ๆ และเสริมมาตรการเยียวยาสิทธิผู้เสียหาย
โดยเฉพาะแม้ความรับผิดของแพลตฟอร์มขนาดใหญ่และผู้เผยแพร่ข้อมูลที่หาผลกำไรจากการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ/บิดเบือนซ้ำ ๆ จะเข้มขึ้น แต่ผู้ใช้ทั่วไปก็อาจมีปัญหาความรับผิดฐานหมิ่นประมาทหรือชดใช้ค่าเสียหายเดิมในกระบวนการโพสต์/แชร์ข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน จึงจำเป็นต้องรู้เกณฑ์ที่เปลี่ยนไป
คิมฮยอนซู ทนายความสำนักงานกฎหมายแดรยุน แนะนำว่า "เมื่อความรับผิดของแพลตฟอร์มและผู้เผยแพร่มืออาชีพหนักขึ้น เกณฑ์ทางกฎหมายที่เข้มงวดก็อาจถูกนำมาใช้กับผู้ใช้ทั่วไปที่มีส่วนในการเผยแพร่ข้อเท็จจริงเท็จด้วย" และ "ต้องระวังไม่ให้การแชร์หรือคอมเมนต์โดยไม่ตั้งใจนำไปสู่ข้อพิพาท"
ต่อไปนี้คือบทสัมภาษณ์กับคิมฮยอนซู ทนายความสำนักงานกฎหมายแดรยุน
- การแก้ไขกฎหมายเครือข่ายสารสนเทศครั้งนี้ ทำให้การใช้ SNS ของผู้ใช้ทั่วไปเปลี่ยนไปหรือไม่
▲ การแก้ไขครั้งนี้ไม่ได้มีขึ้นเพื่อจำกัดกิจกรรม SNS ของผู้ใช้ทั่วไป แต่มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมความรับผิดของผู้เผยแพร่ข้อมูลที่หาผลกำไรจากการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ/บิดเบือนซ้ำ ๆ และแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ที่มีบทบาทเสมือนสื่อ กรณีจงใจเผยแพร่ข้อมูลเท็จ/บิดเบือนจนก่อความเสียหาย จะต้องรับผิดชดใช้สูงสุด 5 เท่าของมูลค่าความเสียหาย และหากเผยแพร่ข้อมูลที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วซ้ำ ๆ อาจถูกปรับสูงสุด 1 พันล้านวอน ซึ่งมุ่งเป้าไปที่ผู้เผยแพร่ที่มีขนาดเกินระดับหนึ่ง ไม่ใช่ให้ผู้ใช้ทั่วไปตกเป็นเป้าทันที อย่างไรก็ตาม การโพสต์ข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยันลง SNS หรือใช้ห้องแชตกลุ่มละเมิดสิทธิผู้อื่น ซึ่งไม่ใช่การสนทนาส่วนตัวระหว่างบุคคล อาจก่อความรับผิดทางแพ่งและอาญาได้
- โพสต์ที่โพสต์เพราะเชื่อว่าเป็นความจริงก็ต้องรับผิดชอบได้หรือไม่
▲ ในทางปฏิบัติ จะพิจารณาไม่เพียงว่ารู้ว่าเป็นเท็จหรือไม่ แต่พิจารณาว่าก่อนโพสต์ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงมากน้อยเพียงใดด้วย หากโพสต์โดยเชื่อเพียงข้อความในชุมชนนิรนามหรือภาพแคปเจอร์ที่ไม่ทราบแหล่งที่มา อาจไม่ได้รับการยอมรับว่ามี 'เหตุอันควรเชื่อว่าเป็นความจริง' ในทางกลับกัน หากผ่านขั้นตอนตรวจสอบบนพื้นฐานของข้อมูลที่เป็นกลาง เช่น รายงานข่าวหรือข้อมูลของหน่วยงานราชการ ก็จะเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาความรับผิด หากทราบภายหลังว่าเนื้อหาต่างจากข้อเท็จจริง การแก้ไขหรือขอโทษทันที และเก็บข้อมูลอ้างอิงไว้ จะช่วยในการรับมือข้อพิพาท
- เพียงคอมเมนต์หรือแชร์ก็อาจเกิดความรับผิดทางกฎหมายได้หรือไม่
▲ เพียงการคอมเมนต์หรือแชร์โพสต์ ไม่ได้ทำให้เป็นเป้าหมายการชดใช้ค่าเสียหายแบบเพิ่มโทษตามกฎหมายฉบับแก้ไข แต่หากแชร์เนื้อหาที่รู้ว่าเป็นข้อเท็จจริงเท็จซ้ำ ๆ หรือแชร์เนื้อหาที่ลดทอนการประเมินทางสังคมของบุคคลเฉพาะ ไม่เพียงอาจมีปัญหาความรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามกฎหมายเครือข่ายสารสนเทศฉบับแก้ไข แต่ยังมีปัญหาความผิดฐานหมิ่นประมาทและดูหมิ่นตามประมวลกฎหมายอาญาเดิม รวมถึงความรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามประมวลกฎหมายแพ่งด้วย โดยเฉพาะมีกรณีที่ยากจะหลีกเลี่ยงความรับผิดด้วยการอ้างเพียงว่า "แค่แชร์" จึงจำเป็นต้องมีนิสัยตรวจสอบแหล่งที่มาแรกและความจริงก่อนแชร์
- หากโพสต์เนื้อหาที่อาจมีปัญหาแล้วถูกแจ้งเบาะแส ควรทำอย่างไร
▲ อันดับแรก การถูกแจ้งเบาะแสไม่ได้หมายความว่าจะถูกตัดสินเป็นข้อมูลเท็จ/บิดเบือนหรือถูกลงโทษทันที ในกฎหมายฉบับแก้ไขนี้ 'เจตนา' ก็เป็นปัจจัยการพิจารณาสำคัญ กรณีโพสต์ข้อมูลเท็จจากความผิดพลาดหรือความเข้าใจผิดกับกรณีเผยแพร่ซ้ำ ๆ ทั้งที่รู้ว่าเป็นเท็จ อาจถูกประเมินทางกฎหมายต่างกัน อีกทั้งการลบโพสต์ก็ไม่ได้ทำให้ความรับผิดทางกฎหมายหายไป เพราะหากมีการเก็บภาพแคปเจอร์ URL หรือบันทึกการโพสต์ไว้แล้ว ก็อาจใช้เป็นพยานหลักฐานได้ หากยืนยันได้ว่าเป็นเนื้อหาเท็จ ควรรีบแก้ไขหรือขอโทษเพื่อหยุดการขยายความเสียหาย และหากคาดว่าจะมีข้อพิพาท ควรจัดระเบียบมูลเหตุการโพสต์และข้อมูลยืนยันข้อเท็จจริง แล้วรับมือโดยขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ในทางกลับกัน ตามกฎหมายฉบับแก้ไข ใครก็ตามสามารถเก็บพยานหลักฐานของข้อมูลเท็จ/บิดเบือน เช่น URL ของโพสต์และภาพแคปเจอร์ แล้วแจ้งต่อผู้ประกอบการแพลตฟอร์ม (ผู้ให้บริการเครือข่ายสารสนเทศขนาดใหญ่) ได้ และหากได้รับความเสียหายจากเรื่องนี้ ก็สามารถพิจารณาเรียกค่าเสียหายทางแพ่งหรือฟ้องคดีอาญาได้
- นิสัยการใช้ SNS อย่างแรกที่ผู้ใช้ทั่วไปควรเปลี่ยนคืออะไร
▲ สิ่งสำคัญที่สุดคือการไม่ปักใจว่าข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยันเป็นความจริง หรือแชร์โดยไม่ตั้งใจ ภาพหรือคลิปที่สังเคราะห์/ตัดต่อด้วย AI โพสต์ปลุกปั่นความเกลียดชัง/การเลือกปฏิบัติ ภาพแคปเจอร์ที่ไม่ทราบแหล่งที่มา หรือโพสต์แฉจากชุมชนนิรนาม ควรงดโพสต์/แชร์จนกว่าจะยืนยันข้อเท็จจริงได้ โดยเฉพาะการนำเนื้อหาปลุกเร้ามาดัดแปลงหรือเผยแพร่ซ้ำเพื่อยอดวิวหรือกระแส อาจนำไปสู่ข้อพิพาททางกฎหมาย เนื่องจากกฎหมายฉบับแก้ไขนี้จัดทำขึ้นด้วยเจตนารมณ์ป้องกันความเสียหาย นิสัยตรวจสอบข้อเท็จจริงและแหล่งที่มาอีกครั้งก่อนโพสต์จึงเป็นวิธีป้องกันข้อพิพาททางกฎหมายที่ได้ผลที่สุด
[อ่านบทความฉบับเต็ม]
การแชร์ข้อมูลเท็จ ต้องรับผิดชอบแค่ไหน···Q&A กฎหมายเครือข่ายสารสนเทศฉบับแก้ไข (ไปที่ลิงก์)
ทุกสาขา ดูในพริบตา
1/0
จองนัดปรึกษาที่สำนักงาน
หากมีปัญหาทางกฎหมาย ปรึกษาทนายผู้เชี่ยวชาญด้านคดีความที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติที่สำนักงานใกล้คุณ