เมื่อจะส่งต่อทรัพย์สินให้บุตร…สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า 'มรดก' หรือ 'การให้โดยเสน่หา' [คอลัมน์]
เมื่อจะส่งต่อทรัพย์สินของพ่อแม่ให้บุตร ผู้คนมักครุ่นคิดว่าการรับมรดกหรือการให้โดยเสน่หาจะได้เปรียบกว่ากัน แต่ในการส่งต่อทรัพย์สินมีคำถามที่สำคัญยิ่งกว่านั้น นั่นคือ 'จะส่งต่อทรัพย์สินเมื่อใด'เมื่อไม่นานมานี้ รัฐบาลได้เสนอแนวทางขยายวงเงินหักลดหย่อนต่อบุตร 1 คนในการคำนวณภาษีมรดก หรือที่เรียกว่าค่าลดหย่อนบุตร จากปัจจุบัน 50 ล้านวอนเป็น 500 ล้านวอน ทั้งนี้เป็นเพียงข้อเสนอของรัฐบาลที่ยังไม่ได้บัญญัติเป็นกฎหมายหากพิจารณาเพียงว่าวงเงินหักลดหย่อนเพิ่มขึ้น 10 เท่า ก็อาจตัดสินได้ง่ายว่า "ไม่จำเป็นต้องให้โดยเสน่หาล่วงหน้า ส่งต่อด้วยมรดกก็ได้" แต่นั่นเป็นความจริงเพียงครึ่งเดียวประการแรกต้องชี้ให้เห็นว่า ภาษีมรดกไม่ได้ถูกกำหนดด้วยค่าลดหย่อนบุตรเพียงอย่างเดียว โดยจะเลือกใช้วิธีที่ได้เปรียบกว่าระหว่างยอดรวมของค่าลดหย่อนพื้นฐานกับค่าลดหย่อนบุคคลอื่น ๆ (รวมถึงค่าลดหย่อนบุตร) กับค่าลดหย่อนแบบเหมารวม และหากมีคู่สมรสก็ต้องพิจารณาค่าลดหย่อนมรดกของคู่สมรสเพิ่มเติมด้วยตามข้อเสนอของรัฐบาล ทายาทที่มีบุตร 2 คนจะได้รับการหักลดหย่อนอย่างน้อย 1,200 ล้านวอน จากค่าลดหย่อนพื้นฐาน 200 ล้านวอนรวมกับค่าลดหย่อนบุตร 1,000 ล้านวอน และหากมีคู่สมรส ยอดรวมค่าลดหย่อนนี้จะยิ่งมากขึ้น กล่าวคือ หากพิจารณาเพียงวงเงินหักลดหย่อน มรดกอาจดูได้เปรียบกว่าแต่มีตัวแปรที่ต้องพิจารณาสำคัญยิ่งกว่าวงเงินหักลดหย่อน นั่นคือมูลค่าในอนาคตของทรัพย์สิน หากอสังหาริมทรัพย์ที่ปัจจุบันมีมูลค่า 1,000 ล้านวอน มีความเป็นไปได้ที่จะเพิ่มขึ้นเป็น 2,000 ล้านวอนในอนาคต การให้โดยเสน่หา ณ ตอนนี้ ตามหลักการจะเสียภาษีการให้โดยเสน่หาโดยอ้างอิงจากมูลค่าปัจจุบันคือ 1,000 ล้านวอน และส่วนที่เพิ่มขึ้นภายหลังจะตกเป็นทรัพย์สินของบุตรในทางกลับกัน หากถือครองไว้โดยไม่ให้โดยเสน่หาจนกระทั่งมรดกเปิด ภาษีจะถูกคำนวณโดยอ้างอิงจากมูลค่าที่เพิ่มขึ้นคือ 2,000 ล้านวอน นี่จึงเป็นเหตุผลว่าเหตุใดสำหรับทรัพย์สินที่คาดว่ามูลค่าจะเพิ่มขึ้น การให้โดยเสน่หาล่วงหน้าแม้จะเสียเปรียบด้านวงเงินหักลดหย่อนอยู่บ้าง แต่ในท้ายที่สุดอาจได้เปรียบกว่า ไม่ว่าค่าลดหย่อนบุตรจะขยายเพิ่มขึ้นมากเพียงใดก็ตามอย่างไรก็ตาม ก็ไม่ได้หมายความว่าเพียงรีบให้โดยเสน่หาก็เพียงพอเสมอไป เพราะทรัพย์สินที่ให้แก่ทายาทภายใน 10 ปีก่อนที่เจ้ามรดกจะเสียชีวิต จะถูกนำมารวมคำนวณในฐานภาษีมรดกอีกครั้ง (สำหรับผู้ที่ไม่ใช่ทายาทคือ 5 ปี)กล่าวคือ หากเสียชีวิตก่อนครบ 10 ปีนับจากที่ให้โดยเสน่หา ทรัพย์สินที่อุตส่าห์ส่งต่อล่วงหน้าก็จะถูกนำมารวมในทรัพย์มรดกและคำนวณภาษีใหม่ในที่สุดแต่กระนั้น ในกรณีนี้ภาษีการให้โดยเสน่หาที่ชำระไปแล้ว ณ ขณะให้ ก็จะถูกนำมาหักออกจากยอดภาษีมรดกที่คำนวณได้ในขอบเขตที่กำหนด จึงไม่ควรด่วนสรุปว่า 'ภายใน 10 ปีจึงไม่มีความหมาย' ในท้ายที่สุด ต้องคำนวณระยะเวลาระหว่างช่วงเวลาที่ให้โดยเสน่หากับช่วงเวลาที่เสียชีวิต อัตราภาษี ณ ขณะนั้น และการเปลี่ยนแปลงมูลค่าทรัพย์สินในระหว่างนั้นควบคู่กันไป จึงจะประเมินความได้เปรียบเสียเปรียบได้อย่างถูกต้องนอกจากนี้ ประเด็นที่ต้องพิจารณายังแตกต่างกันไปตามประเภทของทรัพย์สินด้วย อสังหาริมทรัพย์ต้องพิจารณาไม่เพียงภาษีการให้โดยเสน่หา แต่รวมถึงภาษีการได้มาและภาษีเงินได้จากการโอนเมื่อจำหน่ายในอนาคตหุ้นจดทะเบียนมีความสำคัญที่ช่วงเวลาการให้โดยเสน่หา เนื่องจากสามารถโอนส่วนที่ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นในอนาคตให้บุตรได้ ส่วนหุ้นที่ไม่ได้จดทะเบียน มูลค่าการให้โดยเสน่หาจะถูกกำหนดตามวิธีประเมินราคาตามกฎหมายภาษี จึงต้องพิจารณาทั้งมูลค่ากิจการและการสืบทอดสิทธิบริหารในอนาคตในท้ายที่สุด ไม่อาจตัดสินได้ว่ามรดกหรือการให้โดยเสน่หาอย่างไหนได้เปรียบกว่ากันด้วย 'การขยายค่าลดหย่อนบุตร' เพียงอย่างเดียว ต้องพิจารณาวงเงินหักลดหย่อน มูลค่าในอนาคตของทรัพย์สิน ช่วงเวลาการเสียชีวิต และประเภทของทรัพย์สินโดยรวม จึงจะสามารถวางกลยุทธ์การสืบทอดที่เหมาะสมที่สุดได้ว่าจะส่งต่อทรัพย์สินใด เมื่อใด และให้ผู้ใดโชเซอิลโบ / คิม ฮวา-ยอง ทนายความสำนักงานกฎหมายแดรยุน [อ่านบทความฉบับเต็ม]
เมื่อจะส่งต่อทรัพย์สินให้บุตร…สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า 'มรดก' หรือ 'การให้โดยเสน่หา' [คอลัมน์] (ไปที่ลิงก์)